Switch to: uk
28 March 2017 04:51AM

Talents of the future

13 Dec 06 ,  เฉลิมพล ไชยรัตนชัชวาลย์
  • 0
“Speed” การรวมตัวเฉพาะกิจของสายเลือดใหม่ในวงการแฟชั่นไทย ที่ร่วมสร้างสรรค์ผลงาน โชว์ศักยภาพงานออกแบบสู่ตลาดโลก
         ปรากฎการณ์ใหม่ในวงการแฟชั่นที่รวบรวมยังก์ดีไซเนอร์กว่า 20 ชีวิต ทั้งนักออกแบบเสื้อผ้า เครื่องประดับและเครื่องหนัง ร่วมถ่ายทอดผลงานการออกแบบในรูปแบบแฟชั่นเซท รวมทั้งภาพสเกตซ์ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของดีไซเนอร์ดัง ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนเดินทางเข้าสู่โรงเรียนแฟชั่นและสะท้อนการทำงานของดีไซเนอร์ไทยในอนาคต ในหนังสือภาพ ‘Speed’ ผลงานลำดับที่ 6 เล่มสุดท้ายของซีรี่ส์ Bangkok Fashion Now & Tomorrow ในโครงการรวบรวมผลงานแฟชั่นนักออกแบบไทย (Top Fashion Report)

        คุณประธาน ธีระธาดา บรรณาธิการฝ่ายสร้างสรรค์ เปิดเผยถึงคอนเซปต์ของ Speed ว่า ต้องการสะท้อนมุมมองของนักออกแบบรุ่นใหม่ ทั้งด้านแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องประดับและเครื่องหนัง ที่มีผลงานสร้างสรรค์การออกแบบเป็นที่ยอมรับ ทว่ายังไม่มีธุรกิจแฟชั่นหรือร้านของตนเอง โดยต้องการสื่อให้เห็นถึงทัศนคติ กระบวนการทำงานของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่มีความสด เนื่องจากยังไม่ถูกครอบงำทางธุรกิจ การออกแบบจึงเป็นเรื่องของความคิดที่มีความเป็นตัวตนสูง ซึ่งในความเป็นตัวตนก็ถูกหล่อหลอมจากสิ่งรอบตัว อาทิ สื่อ ดนตรี ภาพยนตร์ สถานที่ท่องเที่ยว แล้วนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างงาน ในหนังสือเล่มนี้บอกได้ว่าดีไซเนอร์แต่ละคนเหมาะจะไปอยู่จุดไหนในเส้นทางแฟชั่น บางคนอาจเหมาะที่จะไปทำงานในโรงงานการ์เมนท์ บางคนอาจไปทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ชื่อดัง บางคนต้องสร้างแบรนด์ของตัวเอง ฉะนั้นจุดที่น่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือสะท้อนมุมมองของพวกเขาว่าวันนี้เป็นแบบนี้ แล้ววันข้างหน้าพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป 

        นอกจากนี้ภายในเล่มยังมีส่วนที่เป็น inspiration คือการนำงานสเกตซ์ของดีไซเนอร์มืออาชีพ ภาพการทำงานหลังเวทีของแบรนด์ดังๆ เช่น Grey, Boudior ลักษณะของหนังสือคล้ายๆ เหมือนกับเดินเข้าไปโรงเรียนสอนแฟชั่น มีภาพสเกตซ์ มีภาพระหว่างการทำงานสลับกับการทำงานถ่ายแฟชั่นจริง “โจทย์ของหนังสือ Speed เป็นเรื่องของนักออกแบบรุ่นใหม่ จึงเล่นลูกเล่นได้มากกว่าหลายๆ เล่มที่ผ่านมาซึ่งมีเรื่องของอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ Speed นำเสนอกระบวนการทำงาน ทัศนคติของดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ครั้งนี้เราพยายามคัดเลือกดีไซเนอร์ที่เป็นเด็ก ยังไม่มีร้านตัวเอง บางคนยังเรียนอยู่ก็มี หรือเพิ่งเรียนจบยังไม่มีแบรนด์ของตัวเอง งานที่เขานำเสนอต้องไม่หลุดโลก แต่ไม่ใช่ commercial ถ้าบางคนยืนยันว่างานของเขาเป็นแนว commercial ก็ต้องนำเสนอความคิดที่หลุดไปจากปัจจุบัน นำเสนอความคิดในอนาคต เพราะว่าเขาเป็นตัวแทนของคนในอนาคต อยากให้คนอ่านรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เป็นตัวแทนของนักออกแบบรุ่นใหม่ ได้เห็นว่าคนรุ่นต่อไปคิดอะไร ซึ่งงานที่ออกมาน่าตื่นเต้น” บรรณาธิการฝ่ายสร้างสรรค์ กล่าว

        คุณประธานกล่าวต่อไปว่า Speed เป็นเล่มสุดท้ายของซีรี่ส์แต่ตนอยากให้มีการสานต่อไป ถ้าได้รับมอบหมายให้ทำหนังสือต่อก็พร้อม แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยน เนื่องจากต้องมีการประเมินโครงการฯ ว่าเป็นอย่างไร ถ้ามีการทำเฟสสองอยากให้คิดในเรื่องของการทำอย่างไรให้โครงการฯ ยั่งยืนน่าจะมีประโยชน์มากกว่าแบบ 18 เดือนจบ และงานอาจไม่ต้องยิ่งใหญ่ในสเกลเท่าเดิม 

       โครงการรวบรวมผลงานแฟชั่นนักออกแบบไทย (Top Fashion Report) ภายใต้โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ดำเนินงานโดยบริษัท ทีทีไอเอส จำกัด จัดทำหนังสือในซีรี่ส์ Bangkok Fashion Now & Tomorrow มีทั้งสิ้น 6 ฉบับภายใต้แนวคิดที่สำนักงานโครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นกำหนดไว้ ประกอบด้วย Haute Bangkok, Ready to Wear, Jewelry, Fabric, Accessories, และ Young Designers โดยมีชื่อซีรี่ส์เรียงตามลำดับดังนี้ Scream, Street, Stone, Spun, Skin และ Speed นอกจากนี้ยังมีนิตยสารเสริม Snook ที่นำเสนอข่าวความเคลื่อนไหวของโครงการ รวมทั้งนำเสนอข่าวสารในแวดวงธุรกิจแฟชั่น มีกำหนดออกเป็นรายสองเดือน โดยมีระยะเวลาในการดำเนินโครงการ 18 เดือน

        Young Blood สายเลือดใหม่วงการแฟชั่นไทย จากโจทย์ของหนังสือ Speed ที่ต้องการนำเสนอผลงานดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ทางคณะกรรมการได้คัดเลือกดีไซเนอร์ 8 ราย แล้วมอบโจทย์ให้ไปทำงานแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกโจทย์คือ “White” ให้ผ้าขาวไปออกแบบภายใต้คอนเซปต์ “Extra Virgin” ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งให้ทำงานภายใต้โจทย์ “กรุงเทพฯ” แล้วตีความผลิตเป็นเสื้อผ้า เพื่อนำเสนอเป็นไฮไลท์ของหนังสือ Speed

        คุณปริญญา วงศ์แสนสี (เต้) กล่าวว่าโจทย์ “กรุงเทพฯ” ที่ตนได้รับนั้นค่อนข้างกว้างมาก ต้องเลือกว่าจะนำอะไรมาเล่น ในที่สุดได้เลือกนำเสนอคอนเซปต์ “Shadow of the night” ที่ได้ไอเดียจากเวลาขับรถผ่านสถานที่ต่างๆ ของกรุงเทพฯ และเห็นว่าระหว่างความทันสมัยของตึกมักจะมีวัดแทรกอยู่ แสดงให้เห็นถึงความเก่าและความใหม่ผสมผสานกัน จึงนำมาสร้างเสื้อผ้า ready to wear เป็นชุดสีดำ แสดงถึงเทคโนโลยี มีการใช้ผ้าถุงมาประดับตามแขนตามตัว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นไทย “โครงการกรุงเทพฯ เมืองแฟชั่นทำให้ดีไซเนอร์มีเวที เต้เองได้มีโอกาสแสดงผลงานใน Bangkok Fashion Week รวมทั้งได้รับคัดเลือกลงหนังสือ Speed ซึ่งเป็นหนังสือที่ดี เป็นสื่อประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศรับรู้ คิดว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างทันสมัยที่สุดในตอนนี้ อยากให้มีหนังสือออกมาอีก คิดว่ามันช่วยในการจินตนาการออกแบบ บางสิ่งไม่ได้เห็นด้วยตัวเอง มีหนังสือรวบรวมไว้ให้คนต่างประเทศรับรู้ว่าคนไทยมีความสามารถทางด้านแฟชั่น” คุณปริญญา กล่าว

       ด้านคุณวิกรานต์ ศรีพรหม (เบียร์) กล่าวถึงผลงานของตัวเองภายใต้โจทย์ “White” ว่าได้แรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากตุ๊กตาผี สะท้อนถึงความน่ากลัว ความน่ารัก รวมทั้งเวลาออกแบบไม่ได้ดังใจตนก็ขยำกระดาษทิ้งแต่เมื่อเห็นคมสันของกระดาษจึงนำมาเล่นกับ texture ของผ้า อุปสรรคคือผ้าสแปนเด็กซ์มีความหนา ในการออกแบบต้องคำนึงถึงวัสดุ เพราะถ้าออกแบบสวยแต่วัสดุทำไม่ได้ งานจะออกมาไม่ได้อารมณ์ตามที่ต้องการ “Speed เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ได้นำเสนอความคิดให้ทั่วโลกได้รับรู้ รู้สึกภูมิใจที่ตนเองได้มีเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ” คุณวิกรานต์ กล่าว

       ดีไซเนอร์ที่เคยฝึกงานกับแบรนด์ Tube Gallery คุณปรัชญา ชัยศิรี (ไอซ์) วาดฝันไว้ว่าประมาณปี 2550 จะสร้างแบรนด์เสื้อผ้าวัยรุ่นของตัวเอง และกล่าวว่าตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ร่วมงานกับหนังสือ speed ในครั้งนี้ได้โจทย์ “White” ทำให้นึกถึงผ้าขาวที่เปรียบเสมือนเด็กที่เริ่มเรียนรู้ นึกถึงชุดเด็กนักเรียนอนุบาล มีกระเป๋าเป็นเป้สะพายหลัง ปัญหาคือสีขาวอาจทำให้งานดูเรียบไป เจ้าของรางวัลชนะเลิศจากการประกวด Mercedaz-Benz Asia Fashion Award 2005
      
       คุณจีณนันท์ คงธนทวีนันท์ (ตั้ม) กล่าวถึงการร่วมงานในหนังสือ speed ว่าได้นำโจทย์ “กรุงเทพฯW มาสร้างชุดสูทให้กลายเป็นชุด dress เพื่อเสนอเรื่องราวธุรกิจในกรุงเทพฯ ที่เจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้าน เลือกใช้ผ้า wool และสีเทา-ดำ เพื่อให้ดูเป็นทางการ รวมทั้งพยายามสร้างแพทเทิร์นเสื้อที่สวมใส่ในชีวิตประจำวันได้

       ทางด้านคุณธีร์รัฐ ว่องวัฒนะสิน (วิก) ซึ่งเคยนำผลงานขึ้นโชว์เวที Elle Bangkok Fashion Week 2005 และ Bangkok Fashion Week 2006 กล่าวว่า ได้แรงบันดาลใจจากการไปเดินตลาดนัดแล้วเห็นโคมไฟเชียงใหม่ มาสร้างผลงานตอบโจทย์ “กรุงเทพฯ” นอกจากนี้ได้วางแผนเปิดร้านที่ซอยทองหล่อเพื่อสร้างแบรนด์ “Victeteerut” จำหน่ายเสื้อผ้าผู้หญิง 80% ผู้ชาย 20% ประมาณกลางเดือนตุลาคม คุณเกื้อบุญ ชวนบุญ (เกื้อ) นำเสนอคอนเซปต์ “Space” เรื่องราวช่องว่างระหว่างชนชั้นในกรุงเทพฯ เสื้อผ้าเป็นแนว ready to wear กึ่งสปอร์ตแวร์ ใช้ผ้าถักเพื่อสื่อถึงความแตกต่าง ส่วนตัวของเกื้อชอบผลงานของ Greyhound ที่มีการนำวัสดุคือผ้าซึ่งบางครั้งเป็นผ้าเก่าแล้วนำมาปรับปรุง มาวางแพทเทิร์นแล้วเย็บเข้าด้วยกัน เนื่องจากบางครั้งผ้าเก่าจะให้ความรู้สึกที่พิเศษ

     “วงการแฟชั่นในบ้านเราก็ตื่นตัวขึ้นมากแต่ในเอเซียคิดว่ายังเป็นรองจากญี่ปุ่น เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังขาดสไตล์ที่เด่นชัด ขาดจุดเด่นของตัวเอง แล้วเมืองนอกมีการสั่งสมประสบการณ์แฟชั่นมาเป็นร้อยๆ ปี การที่กรุงเทพฯ จะเป็นเมืองแฟชั่นไม่สามารถทำได้เพียงปีเดียว” เกื้อบุญ กล่าว

      นิสิตจุฬาลงกรณ์ คุณสายธาร กาญจน์จรัญวงศ์ (ปุ๋ย) ซึ่งเคยร่วมงานกับหนังสือ Scream และ Snook ทำให้ทีมงานเลือกมาร่วมงานกับ Speed อีกครั้ง โดยครั้งนี้นำเสนอชื่อชุดว่า “Serene” หมายถึงความสงบนิ่งภายนอก แต่ภายในอาจจะมีความแปรปรวนซ่อนอยู่ “จากโจทย์ White เราเลือกใช้สีอะครีลิกมาเพ้นท์ชายกระโปรงเพื่อสื่อถึงทะเลบ้าคลั่ง แต่เมื่อเพ้นท์เป็นสีขาวและอยู่บนกระโปรงขาวก็ช่วยปรับให้กระโปรงดูเรียบขึ้น ทำกระโปรงให้ดูบานใหญ่ ใช้ผ้าป่านซับในเพื่อให้ดูพองฟู สำหรับท่อนบนเป็นผ้ายืดขาวบาง มีกระเป๋า สายเอี๊ยมทำจากหนังเจาะหมุดตัวเล็ก แต่ทาสีขาว มีสายทักซิโด้เหมือนชุดผู้ชาย เป็นเสื้อผ้าสไตล์ ready to wear กึ่งสปอร์ตให้ดูเท่ๆ“ สายธาร กล่าว

     ด้านคุณมนิษา ศักดิยากร (มุก) ใช้เทคนิคการต่อผ้ามาสร้างงานตามโจทย์ “White” แต่กลัวว่าผลงานจะจืดและเรียบแบนไปจึงนำการต่อชิ้นผ้ามาเล่น space บนเสื้อให้ดูมี volume มากขึ้น “ไม่อยากทำผ้าให้มี texture แต่ใช้การนำผ้ามาต่อกันทำให้เกิดน้ำหนัก ใช้ผ้าหนา ผ้าบาง จากผ้าฝ้าย ผ้าโปร่ง จากผ้าแก้ว เข้าช่วย ท่อนล่างใช้ผ้าจากโจทย์ เป็นกระโปรงทรงตรง ยาวเลยเข่า มีกระดุม เข็มขัดทำจากผ้ายืด” แฟชั่นไทยจะยั่งยืนถ้า... ในฐานะตัวแทนดีไซเนอร์ไทยรุ่นใหม่ซึ่งได้รับโอกาสนำผลงานถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลก เมื่อถามถึงความช่วยเหลือจากภาครัฐหรือภาคการศึกษาเพื่อให้วงการแฟชั่นบ้านเราได้รับการยอมรับ แต่ละคนได้ให้มุมมองที่น่าสนใจ คุณปริญญาให้ความเห็นว่า “วงการแฟชั่นในบ้านเราพัฒนาไปมาก ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมายังไม่มีห้องสมุดที่ทันสมัย ปัจจุบันน้องๆ มีแหล่งให้ค้นหาข้อมูลได้มากขึ้น แต่อยากให้ภาครัฐให้ทุนกับเด็กจนเรียนจบ เพื่อให้มีช่องทางสร้างธุรกิจแฟชั่นได้เอง รวมทั้งส่งเสริมแบรนด์ไทยไปตลาดนอก เมื่อคนรู้จักแบรนด์แล้วก็จะทำให้รู้จักประเทศไทยมากขึ้น” ด้านคุณวิกรานต์ต้องการให้รัฐสร้างแบรนด์ขึ้นมาแบรนด์หนึ่ง แล้วให้ดีไซเนอร์รุ่นใหม่เข้าไปร่วมงานเพื่อเรียนรู้หาประสบการณ์ก่อนการทำงานจริง เนื่องจากรุ่นน้องมักคิดว่าเรียนแฟชั่นง่าย จริงๆ แล้วค่อนข้างยากเพราะต้องใช้ความคิดหลายด้าน ทั้งการตลาด สิ่งแวดล้อม เทรนด์ จนออกมาเป็นเสื้อผ้า เช่นเดียวกับคุณปรัชญาที่มองว่ารัฐน่าจะมีงบสนับสนุนให้ดีไซเนอร์หน้าใหม่สร้างแบรนด์ มิฉะนั้นแล้วส่วนใหญ่ที่จบมามักได้ทำงานออกแบบสินค้าแมส นานๆ ไปก็จะโดนกลืน ปัจจุบันน้องๆ สนใจวงการแฟชั่นมากขึ้น แต่เด็กบางคนไม่ได้อยากเรียนจริงๆ แต่มองว่าแฟชั่นเป็นอะไรที่สวยงาม ทั้งที่ที่จริงแล้วมีอะไรเยอะมากกว่าจะมาเป็นเสื้อผ้า ต้องฝึกฝนหลายกระบวนการ ส่วนการที่มีคนสนใจวงการแฟชั่นมากขึ้นก็ทำให้ต้องพัฒนาตัวเองมากขึ้นไปอีก คุณจีณนันท์ซึ่งปัจจุบันเป็นฟรีแลนซ์ บอกว่าข้อดีของการทำงานแบบนี้คือเป็นอิสระ เพราะคนที่มาว่าจ้างคือคนที่ต้องการมาซื้อความเป็นตัวตนของดีไซเนอร์ พร้อมทั้งฝากถึงวงการศึกษาไทยว่ายังขาดบุคลากร โดยเฉพาะอาจารย์ การสอนแค่ทฤษฎีอย่างเดียวไม่พอ อยากให้นำดีไซเนอร์มาสอน จะได้นำประสบการณ์ในการทำงานทั้งด้านธุรกิจและการตลาดมาสอนเพิ่มเติม ทำให้น้องๆ ได้มุมมองเพิ่มขึ้น และท้ายสุด คุณธีร์รัฐได้แนะนำน้องๆ ที่ชื่นชอบในการออกแบบว่าขอให้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ อย่าไปเลียนแบบคนอื่น เหล่านี้อาจเป็นเพียงผลงานส่วนหนึ่งของสายเลือดใหม่ที่จะช่วยผลักดันให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองแฟชั่นได้จริงในอนาคต