Switch to: uk
28 March 2017 04:47AM

เครื่องนุ่งห่มไทยเล็งย้ายฐานผลิต

31 May 12 ,  Chalermphol C.
  • 0

ผลกระทบจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยซึ่งต้องใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก กอปรกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานทำให้มีผู้ประกอบการที่หยุดการผลิตในเมืองไทย คุณสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยเปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยที่มีมูลค่าการลงทุนขนาดใหญ่สุด 15 รายของไทย ตัดสินใจหยุดลงทุนขยายกิจการเพิ่มเติมในไทย เพราะไม่สามารถแบกรับกับนโยบายขึ้นค่าแรง 300บาท/วันตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ประกอบกับการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมจำนวนมาก จึงได้หันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม โดยเฉพาะพม่าซึ่งมีค่าจ้างแรงงานต่ำกว่าในประเทศไทยถึง 3 เท่าตัว

 

ด้านคุณวัลลภ วิตนากรที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย ขยายความว่า โรงงานเครื่องนุ่งห่มไทย15 รายจะนำเงินลงทุนไปประเทศเพื่อนบ้านราว 200 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยรายละ 10 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กมีแนวโน้มจะปิดกิจการอีก 30% ผู้ประกอบการที่มีแผนย้ายชัดเจนแล้วก็มี บริษัท มาสเตอร์ พีซ การ์เม้นท์ แอนด์เท็กซ์ไทล์ กับบริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จะไปกัมพูชา บริษัท ลิเบอร์ตี้ การ์เม้นท์บริษัท ไฮ-เทค เวียดนาม บริษัท โอเรียนตอลการ์เมนท์ และบริษัท ฮงเส็งกรุ๊ปไปเวียดนาม และในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้จะมีโรงงานการ์เมนท์ไทยไปพม่าเพิ่มขึ้นหลังการเลือกตั้งของพม่าชัดเจน

 

79_th_1_001

คุณสุกิจ คงปิยาจารย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย

 

คุณสุกิจ กล่าวต่อไปว่า ฐานการผลิตใหม่ของนักลงทุนจากประเทศไทยในพม่าจะมีขนาดใหญ่กว่าทุกประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกันเนื่องจากทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าพม่าเป็นฐานการผลิตที่มีศักยภาพสูงที่สุดทั้งเพื่อการจำหน่ายในประเทศและเพื่อการส่งออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในเมืองทวาย”

 

“ช่วง 2-3เดือนที่ผ่านมาผมเดินทางไปประเทศในอาเซียนบ่อยมาก มั่นใจว่าถ้านำเอาผู้ประกอบการไทยที่ผลิตชุดกีฬาในระดับท๊อป 10 ของการ์เมนท์เมืองไทย เทียบกับการ์เมนท์ประเทศในอาเซียน ทั้งที่เป็นผู้ประกอบการท้องถิ่นและธุรกิจที่มีต่างชาติมาลงทุน ผู้ประกอบการการ์เมนท์ของไทยเก่งกว่า ทั้งวิธีคิด วิธีการจัดการ ฉะนั้นการไปลงทุนในต่างประเทศจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว เป็นการยกระดับปรับตัวให้เป็นสากล ส่วนการเลือกจะไปลงทุนในประเทศใดนั้น หนึ่ง ควรถามลูกค้าของบริษัทตัวเองก่อนว่าสะดวกกับประเทศไหน สอง เอาองค์ความรู้ของบริษัทไปฝึกคนท้องถิ่น สามต้องใส่ใจพนักงานเพราะมีเขาถึงมีเรา” คุณสกิจ กล่าว

 

เช่นเดียวกับคุณเดชพัฒนเศรษฐพงษ์กรรมการบริหาร บริษัท ทองไทยการทอจำกัดที่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการ์เมนท์ไทยในภาคการผลิต ควรมีฐานการผลิตไปในต่างประเทศ

 

“ตอนนี้กลุ่มทองไทยไปลงทุนในลาว และมองแหล่งต่อไปคือลาวหรือกัมพูชา และกำลังติดตามสถานการณ์พม่า ส่วนการเลือกประเทศที่จะไปลงทุนนั้นผมว่าขึ้นอยู่กับผู้ประกอบการแต่ละรายว่าจะไปลงทุนที่ไหน ที่สำคัญต้องปรับตัวจากเป็นผู้กระบวนการผลิตมาเป็นกระบวนการดีไซน์ เป็นทิศทาง พัฒนาการสร้างผลิตภัณฑ์ การขึ้นตัวอย่างตัวแรก การดีไซน์ให้ดี การประสานงานติดต่อกับลูกค้า เข้าถึงตลาดได้ลึกซึ้งใกล้ชิดมากกว่านี้ ต้องทำตลาด niche ไม่ต้องขายผ่านนายหน้า ไม่ต้องขายให้แบรนด์ใหญ่ ขายให้แบรนด์เล็ก ดีไซน์ไป เกียร์ไปให้เขาเฉพาะเจาะจง น่าจะเป็นทิศทางที่เราทำได้

 

หาพาร์ตเนอร์สร้างฐานลูกค้าใหม่


คุณบุญชัย ปัณฑุรอัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาบีน่า จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า สำหรับธุรกิจชุดชั้นใน การขยายธุรกิจเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน อาจไม่จำเป็นต้องเข้าไปตั้งโรงงาน เพราะเห็นว่าอนาคตทุกประเทศต้องเจอต้นทุนที่สูงขึ้นแน่นอน และซาบีน่าเองเลือกที่จะเข้าไปเปิดจุดจำหน่ายหรือเอาต์เลตในแต่ละประเทศ เพื่อเพิ่มยอดขาย เพราะที่ผ่านมาผู้ประกอบการจากเวียดนาม มีการเข้ามาซื้อสินค้าจากศูนย์การค้าชั้นนำของไทยในปริมาณมาก แล้วนำไปติดแบรนด์ของห้างและตั้งราคาเพื่อจำหน่ายในเวียดนาม จึงจะใช้โอกาสทางการตลาดดังกล่าว เข้าไปหาช่องทางจำหน่ายเช่นกัน

 

"การบุกตลาดอาเซียนสิ่งสำคัญคือผู้ประกอบการจะต้องพิจารณากลุ่มเป้าหมายหลัก ดูคู่แข่งในแต่ละประเทศว่ามีมากน้อยแค่ไหน โดยซาบีน่าวางแผนจะไปลงทุนตั้งจุดจำหน่ายชุดชั้นในที่พม่า 20 จุด และอยู่ระหว่างหาพาร์ตเนอร์ในสิงคโปร์เพื่อทดแทนรายเดิมที่ยกเลิกไป เพราะมุ่งขายสินค้าให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าการบุกตลาดอาเซียนครั้งนี้ จะส่งผลให้บริษัทมียอดขายเติบโตประมาณ 100-200% โดยภาพรวมการส่งออกและรับจ้างผลิตมีประมาณ 20%”