วัลลภ วิตนากร การ์เมนต์ปรับตัว ใช้ฐานเวียดนามส่งออกสหรัฐ-อียู

30 Apr 14 ,  ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยต้องเผชิญกับปัญหาการปรับขึ้นค่าแรง การขาดแคลนแรงงาน หลายบริษัทขยายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน "ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "วัลลภ วิตนากร" ประธานบริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย และรองประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สภาผู้ส่งออก) ถึงโอกาสการขยายฐานการลงทุนไปในอาเซียน

 

 

- ภาพรวมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม
ขณะนี้ผู้ประกอบการรายเล็กรายกลางที่ขายตลาดภายในประเทศตายหมด ที่เหลืออยู่ผลิตเพื่อขายให้ห้างสรรพสินค้า ที่ผ่านมาประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ผลกระทบขึ้นค่าแรง 300 บาท รายใหญ่ขยายฐานการผลิตไปประเทศในอาเซียน ถึงวันนี้มีผู้ผลิต 22 บริษัทไปลงทุน 30 โรงงานในอาเซียน มีข้อน่าสังเกตว่า ปัจจุบันลูกค้าจะซื้อสินค้าจากประเทศไหน จะพิจารณาเรื่องสิทธิประโยชน์ที่ได้รับเป็นอันดับแรก 

 

ปัจจุบันตลาดหลักของการส่งออกคือสหรัฐ สัดส่วน 32% สหภาพยุโรป (อียู) 28% ญี่ปุ่น 13% และเป็นประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสหรัฐกำลังเจรจาเรื่องความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) แต่ไม่มีความก้าวหน้า เพราะภาครัฐมองว่าเสียประโยชน์ แต่ภาคอุตสาหกรรมเห็นว่าได้ประโยชน์ เช่น กลุ่มสินค้าบริการไม่เห็นด้วย เพราะทีพีพีครอบคลุมสินค้าบริการมากถึง 95% ของทั้งหมด โดยมีการเจรจา 27 หัวข้อ ทั้งแรงงาน นโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง สังคมที่ค่อนข้างลึก โชคดีที่ 11 ประเทศที่ร่วมเจรจาเริ่มไม่เห็นด้วย คิดว่าน่าใช้เวลาอีก 3 ปีกว่าจะจบ


สำหรับตลาดอียู ไทยจะถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) 20% ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ตอนแรกหวังว่า หากการเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูจบ สามารถนำสินค้าที่กำลังจะถูกตัดสิทธิจีเอสพีไปสวมให้เป็นสินค้าที่ลดภาษี 0% ทันที หรืออาจจะมากกว่า 0% นิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีรัฐบาล การเจรจาล่าสุดเดือนเมษายนที่ผ่านมา ตกลงกันไม่ได้ และอีก 3 เดือนข้างหน้ายังไม่รู้จะมีการเจรจารอบต่อไปหรือไม่ สรุปความหวังเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูไม่ทันปี 2558 แน่นอน 


- การพิจารณาจะเลือกลงทุนประเทศใด
เวียดนามตอนนี้ดีที่สุด เพราะมีเอฟทีเอเวียดนาม-อียู คาดว่าจะแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม 2557 และมีทีพีพีเวียดนาม-สหรัฐ จะใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง อาจจะประมาณ 3 ปี ระหว่างนี้ผลิตสินค้าส่งไปตลาดอียูก่อน ถ้าเวียดนามเจรจาทีพีพีได้สำเร็จ ลูกค้าคงบีบโรงงานผลิตสินค้าป้อนตลาดสหรัฐมากกว่า เพราะภาษีสหรัฐสูงกว่าในยุโรป เช่น ผ้าคอตตอนสูงถึง 5.8% ใยสังเคราะห์ ภาษีสหรัฐ 32% ยุโรป 12% ถึงตอนนั้นผู้ผลิตเตรียมขยายการผลิตไปลาว กัมพูชา และเมียนมาร์ เพื่อใช้เป็นฐานส่งออกไปตลาดอียูแทน 


ถ้าอีก 3 ปีข้างหน้า ไทยเจรจาเอฟทีเอไทย-อียูสำเร็จ ฐานการผลิตในประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์จากตลาดอียูเพิ่มขึ้น เนื่องจากจีนปรับนโยบายโครงสร้าง ลดการส่งออก เพิ่มการบริโภคภายในประเทศ ไทยจะได้ลูกค้าในส่วนนี้เพิ่มขึ้น อย่างปัจจุบัน ญี่ปุ่นย้ายมาซื้อสินค้าไทยเพิ่ม ตลาดเติบโตขึ้น 10% ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นตรวจสอบว่าไทยมีฐานการผลิตในประเทศไหน และแต่ละประเทศมีสิทธิประโยชน์อะไรด้วย เพราะต้องการซื้อสินค้าราคาถูก


ส่วนมาเลเซียอยู่ในกลุ่มทีพีพี แต่ติดปัญหากฎหมายภูมิบุตรา ส่วนอินโดนีเซียไม่เข้าร่วมทั้ง 2 ประเทศ ดังนั้น อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจึงมุ่งย้ายฐานไปใช้สิทธิประโยชน์ในเวียดนาม หรือไปลาว กัมพูชา บังกลาเทศ และเมียนมาร์ เพราะมีค่าแรงต่ำ และใช้แรงงานจำนวนมาก 


- ความเสี่ยงที่ต้องระวัง 
การไปลงทุนแต่ละประเทศมีปัจจัยเสี่ยง เช่น เวียดนามเศรษฐกิจกำลังพัฒนา คาดว่าอีก 2 ปีค่าแรงจะสูงเท่ากับไทย อีกเรื่องปัญหาวัตถุดิบต้นน้ำในเวียดนามมีรองรับการผลิตได้เพียง 20% ผู้ประกอบการไทยไม่สนใจไปลงทุน คิดว่าส่งวัตถุดิบสำเร็จรูปไปได้ แบบสะสมแหล่งกำเนิดสินค้า แต่ข้อเท็จจริงทำไม่ได้ เพราะไทยไม่ได้เจรจาทีพีพี 


- การผลักดันตลาดชายแดนอาเซียน 
ถ้าจะทำยอดการค้าให้ได้ 2 ล้านล้านบาทต้องปรับรูปแบบการค้าใหม่ จากค้าผ่านพ่อค้าคนกลางอยู่ตะเข็บชายแดน 77-78% พ่อค้าเหล่านี้ไม่รู้จักสินค้าไทย ถ้าเข้าถึงลูกค้าตัวจริงได้จะเกิดการค้าแบบยั่งยืน ต้องอาศัยความได้เปรียบในด้านราคา คุณภาพ เจาะไปยังหัวเมืองสำคัญส่วนภาครัฐ เช่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจัดทำแผนพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด แก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าชายแดน ปรับระบบการชำระเงิน การเข้าไปร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น


- ผลกระทบจากการเมืองที่ยืดเยื้อ
ผู้ประกอบการขออย่างเดียว ขอให้จบ จะจบอย่างไรก็ได้ ส่วนตัวผมว่าปีนี้ยากที่จะจบ องค์กรภาคเอกชนเรามีมติร่วมกันว่าไม่ยุ่งการเมือง ที่ผ่านมา ภาคเอกชนเคยเป็นสื่อกลางให้หันหน้ามาคุยกัน แต่ทั้งสองฝ่ายไม่มีใครยอมรับฟัง ตอนนี้ประเทศไทยหาคนกลางลำบาก จะทำอย่างไร


ผุดแผนรักษา

ความยั่งยืนปี 2557-2559
ปีนี้สมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทย มีการหารือถึง "แผนรักษาความยั่งยืน" โดยกำหนด Master Plan 3 Years (2014-2016) ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1.การพัฒนาผลิตภัณฑ์ มีการ กระตุ้นให้ผู้ผลิตเห็นความสำคัญของการพัฒนา โดยตั้งศูนย์พัฒนาผลิตภัณฑ์ ได้รับงบฯ สนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ 10 ล้านบาท 2.การปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับกระบวนการผลิต ลดความสูญเปล่า ลดต้นทุน ปรับปรุงการบริหารจัดการการผลิต พัฒนาองค์กรอย่างเป็นระบบแบบบูรณาการ พัฒนาทักษะหลากหลาย ลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 3.การพัฒนาแบรนด์และระบบค้าปลีก ปัจจุบันไทยรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) 90% และสร้างแบรนด์เอง 10% เพราะมีข้อจำกัดจากระบบขายฝากผ่านห้าง เจ้าของแบรนด์ต้องรับผิดชอบสต๊อก และถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการวางจำหน่ายแบบเอาเปรียบ 4.การจัดหา สร้างเครือข่ายวัตถุดิบระดับโลก เชื่อมโยงต้นน้ำ กลางน้ำ ทั้งการผลิต และสนับสนุนวัตถุดิบให้เป็นระบบ 5.การพัฒนาการค้าและการเปิดตลาดระหว่างประเทศ สร้างข้อมูลลูกค้าในตลาดประเทศเป้าหมาย รวมการทำความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) และ 6.การขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ หากทำได้จริง ๆ ทุกข้อ การขยายการค้าก็สามารถทำได้