Switch to: uk
28 March 2017 04:51AM

It happens to be…Japanese

14 Dec 06 ,  ดร. อโนทัย ชลชาติภิญโญ
  • 0
วัฒนธรรม ขนบประเพณีนิยม ศาสนา และสิ่งแวดล้อม คือเบ้าหลอมที่ทำให้แฟชั่นญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ กล้าแตกต่าง และสนองความเป็นตัวตนของตัวเอง

“แฟชั่นญี่ปุ่นคือการ mix and match ในแนวแฟนตาซี และออกแนวกบฏต่อต้าน ทุกคนในย่านฮาราจูกุเป็น Fashion exhibitionist”

“นักออกแบบแฟชั่นญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในเวทีโลกด้วยโครงสร้างเสื้อผ้าแนวคิดใหม่ๆ เน้นหลักปรัชญาของศาสนาและวัฒนธรรมมาสอดแทรกในโครงเสื้อและผิวสัมผัสอย่างลึกล้ำ”

บังเอิญ..........ผมได้เดินทางไปทำกิจธุระ sourcing วัตถุดิบ อาทิ ผ้าแฟชั่น ที่โอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือนที่ผ่านมา ภาพบรรยากาศการชอปปิ้ง การแต่งกาย การค้าขาย ความเร่งรีบ และความประทับใจในความเป็นญี่ปุ๊น ญี่ปุ่น ยังคงหลอนหลอกตามติด จนอดไม่ได้ที่จะเก็บเรื่องราวมาเล่าสู่กันฟัง ผสมผสานกับข้อมูลและตัวเลขที่เสาะค้นมาประกอบเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับคุณผู้อ่านไม่มากก็น้อยนะครับ

            ธุรกิจแฟชั่นที่ญี่ปุ่นแข่งขันกันยิบตาหลากหลายระดับ ทั้งห้างสรรพสินค้าใหญ่โตจนถึงร้าน "ร้อยเยน" จากถนนหลักที่อินเตอร์เนชั่นแนลแบรนด์เนมระดับโลกพาเหรดมารวมกัน จนถึงตรอกซอกซอยเป็นร้านรวงแฟชั่นเล็กๆ น้อยๆ ที่แทบทุกสถานีรถไฟใต้ดินต้องมีถนนชอปปิ้งประคองเคียงข้าง ที่นั่นการค้าขายเสื้อผ้าแฟชั่นไม่ได้ถูกครอบงำโดยห้างใหญ่อย่างเซ็นทรัลบ้านเรา ที่นั่นมีวิถีชอปปิ้งที่ไม่สาละวนจนตรอกกันแต่ในห้างฯ ติดแอร์ แต่เป็นสตรีทชอปปิ้ง และความดีของสตรีทชอปนี้ทำให้การเจาะตลาดแบบ niche market ของที่นั่นเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น ธุรกิจเกิดง่าย การแข่งขันก็สูงเช่นกัน

            แฟชั่นที่ญี่ปุ่นมีคาแรคเตอร์ที่ชัดเจน โดดเด่นและแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ มาก วัยรุ่นเลือดกามิกาเซ่ผู้มีสไตล์การแต่งกายแบบ mix and (but not at all) match ของแท้ฉบับออริจินัลได้ทุกวี่วัน ออกมาประชันกันที่ลานถนนชอปปิ้ง ถึงแม้โดยธรรมชาติคนญี่ปุ่นจะขี้อาย แต่วัยรุ่นเหล่านี้กลับแหกกฎความอายทั้งหลาย ทำตัวเป็นผู้ต้องการโชว์ โชว์ และโชว์ ต้องการให้คนอื่นมอง ต้องการเรียกร้องความสนใจ หรือเป็น exhibitionist เกิดอะไรขึ้นที่นั่น....

            จะที่นั่น ที่ไหน หรือที่กรุงเทพฯ ศูนย์กลางประเทศไทย วัยรุ่นทุกชาติทุกภาษามีพฤติกรรมชอบแหกกฎ ขัดระเบียบ และ ปฏิเสธขนบธรรมเนียมของสังคมทั้งนั้น แต่เนื้อหาการปฏิเสธและการแสดงออกของวัยรุ่นแต่ละชาติแตกต่างกันตามกรอบประเพณีของสังคม

            บังเอิญ......หลายเดือนก่อนผมถูกสัมภาษณ์ในรายการแฟชั่นช่องเคเบิลรายการหนึ่ง ผมได้รับคำถามที่เปิดช่องให้ได้วิจารณ์วัยรุ่นหญิงไทยที่ แต่งกายรัดรูปจนเกินงาม ด้วยพิธีกรและโปรดิวเซอร์คงหวังจะให้ผมถล่มหญิงไทยด้วยคำวิพากษ์ความไม่งามดังกล่าว การณ์ไม่เป็นดังคาด เพราะผมมองว่านี่คือผลผลิตของสังคมไทย (Production of culture) เด็กวัยรุ่นไทย ณ วันนี้คือผลพวงจากการเลี้ยงดูของพ่อแม่เจนเนอเรชั่นที่แล้วของยุค materialism คือผลของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม capitalism คือผลิตผลของกรอบ กฎ และข้อบังคับที่ผู้บรรลุก่อนพยายามขีดเส้นนี้ให้คนรุ่นต่อไปเดิน เหมือนๆ กับที่เคยต้องเดินตามเส้นทางของรุ่นพ่อแม่เจนเนอเรชั่นโน้นด้วยความอึดอัดมาก่อนแล้ว

            บังเอิญ......วัยรุ่นแต่ละยุคปฏิเสธสังคมด้วยเนื้อหาที่แตกต่างกัน วัยรุ่นไทยเก็บกดจากเรื่องเพศ ยิ่งปิดยิ่งอยากลอง ยิ่งห้าม ยิ่งอยากทำ ไม่ต่างอะไรกับที่เวลาไปชมงานศิลปะที่มักมีป้ายบอกว่า "ห้ามจับ" ก็มักจะมีคนมือไวใจสั่งให้ลองดู จะเสียหายสักเท่าไรกันเชียว แรงขับทางเพศของเด็กชาติไหนๆ ก็น่าจะสูสีกัน แต่ความที่สังคมปกปิดแต่แง้มช่องเอาไว้ มีหรือจะไม่มีคนอยากลอง เด็กผู้หญิงผู้ตกเป็นเหยื่อของกระแสแฟชั่นของการกลับมาของยุค 80s ในรูปลักษณ์ Extreme Silhouette - too short, very long, ultra fit, extra loose เป็นต้น ความผอมบางร่างระหงไร้มันเนยเท่านั้นคือนิยามความงามที่สุดของยุคนี้ เมื่อผสมปนกับการปฏิเสธสังคมโดยการแสดงออกเรื่องเพศ ทำให้สาวไทยยิ่งต้องการเผยเรือนร่างทั้งแบบกระมิดกระเมี้ยน และตั้งอกและตั้งใจมากขึ้น อาการเสื้อคับอกแบบ ไซส์ 5S จึงมีให้เห็นถมไป เนื้อผ้าที่เคยยืดหยุ่นได้ระดับหนึ่ง บัดนี้แนบกระชับรัดเรือนร่างด้วยเทคโนโลยีเส้นใยยืดทั้งหลาย ยิ่งส่งผลให้รูปทรงแบบ skinny เป็นที่นิยมมาก ประกอบกับนวัตกรรมยกทรงที่โมลด์หน้าอกให้สาวๆ ได้มีเชฟทรงกลมกลึงที่สวยกะทันหันถ้วนหน้า และวันนี้สาวไทยวัยรุ่นทั้งที่เรียบร้อยอยู่ก่อนก็ยินดีปรีดายิ่งกับเสื้อผ้ารัดเชฟดังกล่าว ไม่ว่าผู้ที่เป็นนักวิชาการจะนำเสนอผลวิจัยว่าการรัดรึงขนาดนั้นจะส่งผลเสียต่อสุขภาพเพียงใด หายใจทีละคะยักคะย่อน แต่ทุกข์เหล่านั้นก็มีกลิ่นหอมชวนชิมยิ่งนัก การแต่งกายและพฤติกรรมของเจนเนอเรชั่นนี้ก็ไม่ต่างอะไรนักกับความไร้สาระของแฟชั่นของเจนเนอเรชั่นที่ผ่านๆ มา

            คุณชวดในวัยสาวสะพรั่งยุค 1910s ที่นิยมดัดผมทรงชมพู่ด้วยที่หนีบผมจากเตาถ่านที่แสนจะร้อนระอุ เป็นแฟชั่นยุคเวสเทิร์นไนส์ และศิวิไลซ์เซชั่น คุณย่าคุณยายในยุค 1930s ที่แต่งกายฟุ่มเฟือย รอชายหนุ่มในฝันผู้สูงศักดิ์แบบบ้านทรายทองมารับไปฟังเพลงแจ๊สและเต้นระบำ คุณป้าฝั่งคุณแม่ผู้เมื่อวัยสาวช่วง 1950s สาละวนกับการหาสเตย์รัดหน้าท้องและเสริมอกยกทรงให้แหลมพุ่ง มักมุ่งหน้าไปเดินตลาดพาหุรัดที่วันๆ หมดเวลาไปกับร้านตัดเสื้อเข้าเชฟและกระโปรงย้วยวงกลม เพื่อการระบำแบบร็อคแอนด์โรลและการวิ่งรถไปปิคนิคที่หัวหิน คุณป้าพี่สาวพ่อผู้เมื่อเป็นสาวบุปผาชนค้นพบสไตล์ฮิปปี้ด้วยเสื้อทูนิคตัวยาวผ่าข้าง กับกางเกงขากระดิ่งบานยาวคลุมแพทฟอร์มชูรุ่นล่าจากอิงแลนด์ และทรงผมฟาร์ร่า ฟอว์เซ็ท ในบางขณะกับเสื้อออฟโชลเดอร์รูดระบายรอบไหล่ หรือไม่ก็เกาะอกหลวมสายเดี่ยวในวันแอบหนีไปเที่ยวห้างไดมารูเพื่อขึ้นบันไดเลื่อน คุณแม่ผู้เป็นสาวในยุคฟองน้ำหนุนบ่าตระหง่านยิ่งกว่าอเมริกันฟุตบอล คือช่วงวันที่ผมเริ่มธุรกิจห้องเสื้อที่ต้องหอบซื้อฟองน้ำที่ว่าจากพาหุรัดอันแสนจะเกะกะ แต่สาวๆ ไทยผู้มีไหล่เล็กบางทุกคนปรารถนาเสื้อเสริมไหล่กันนัก สาวๆ มักไม่ระวังสายสะพายกระเป๋าโซ่ชาแนลจะดันหัวไหล่ปลอมให้ทะลักไปหน้าหรือหลัง อ้อ สาววัยนั้นมาพร้อมกับการกรีดตาสองชั้นกับคิ้วถาวรและผมทรงกระบังกันฝน ทั้งหมดเป็นตัวอย่างที่ไม่ว่าสาวไหนๆ ก็อดภูมิใจในความแก่นและอุตสาหะในการเกาะติดกระแสแฟชั่นไม่ได้ วันนั้นในอดีต เนื้อหาแฟชั่นอาจเป็นอารมณ์ยัปปี้คนรวยรุ่นใหม่ หรือฮิปปี้กับอิสรภาพและการแสวงหา หรือการแสดงออกทางชนชั้นศักดินาและราชนิกูล หรือการแสดงแสนยานุภาพความทันสมัยและศิวิไลซ์เซชั่น... ไร้สาระพอๆ กับเสื้อซุปเปอร์ฟิตนั่นละ ... วันนี้สาวๆ คุณมีเสื้อคล้องคอกับกระโปรงเอวต่ำหรือยัง

            ฉันใดฉันนั้น เด็กวัยรุ่นญี่ปุ่นก็มีอารมณ์ต่อต้านกฎระเบียบของสังคมที่ค่อนข้างเคร่งครัดเช่นกัน นัยว่าสาวๆ ชาวไทยช่างโชคดีเหลือเกินที่อยู่อาศัยในร่มเงาประเทศไทยที่มีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างเปิดกว้าง ทันสมัยและยอมรับในสิทธิสตรีเกือบจะเทียบเคียงเท่ากับประเทศฝรั่ง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาคุณระเบียบรัตน์มาคอยกระทุ้งสื่อด้วยซ้ำ ญี่ปุ่นยังคงลักษณะของขนบเดิมๆ ไว้ค่อนข้างแน่นแฟ้น ชายเป็นใหญ่ในบ้าน ภรรยาเป็นช้างเท้าหลังจริงๆ เด็กๆ อยู่ในยูนิฟอร์มและกฎกติกาของบ้าน โรงเรียน ผองเพื่อนและสังคม แรงขับของคนตัวเล็กใจโต ของชนชาติที่รักการประดิษฐ์คิดค้น ของชนชาติที่มีใจฮึกเฮิมสร้างชาติ สร้างฐานะ สร้างความมั่งคั่ง หลังสงครามโลกยุติลงอย่างย่อยยับ ชาติที่ผู้คนอุทิศตนเพื่อการงานและคำว่าความรับผิดชอบมากที่สุดในโลก ชาติที่มีพื้นที่อาศัยส่วนตัวน้อยที่สุดประเทศหนึ่ง และชาติที่ความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่งยวดเป็นคุณสมบัติที่ยากจะลอกเลียนแบบได้ง่าย และบ่อยครั้งที่เกินกว่าคนชาติอื่นจะเข้าใจ ทั้งหมดปรากฏในวิธีการบริโภคสินค้าที่ต้องการคุณภาพชั้นดีเป็นรางวัลตอบแทน ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีระเบียบแบบแผนในการบริโภค (Order of culture and social behavior)

            การเห็นคุณค่าของธรรมชาติและงานฝีมืออันเนื่องมาจากความด้อยในทรัพยากรธรรมชาติ การนับถือศาสนาและความล้ำลึกของศิลปะที่ละเอียดอ่อน  ความอุตสาหะและความจริงจังจริงใจที่ฝ่ายคู่ค้าแสดงออกมาเป็นของมีค่าควรตอบแทน และยิ่งไว้เนื้อเชื่อใจแล้ว ขอคบนานๆ (ไม่ว่าราคาค่าแรงที่เมืองจีนและเวียดนามจะถูกกว่าสักเพียงใด) ทั้งหมดคือความเครียด สั่งสมมาตั้งแต่เกิด ตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจนโต เด็กผู้ชายจะต้องแข็งแรงเป็นฮีโร่ทุกคน เด็กผู้หญิงต้องอ่อนหวานสุภาพ เราจึงเห็นตัวการ์ตูนมากมายฮิตฮอทตามยุคสมัยที่เข้ามามีบทบาทของเด็กหญิงชายเหล่านั้น ทุกอย่างล้วนตรงข้ามความเป็นจริง การ์ตูนทุกตัวมีตาโต แวววาวสุกสว่าง ขาเรียวยาวระหง หรือไม่ก็ร่างกายบึกบึนสมชายชาตรี มีจิตใจใฝ่ธรรมะเพื่อล้มล้างอธรรม แต่ทุกคนต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ...จงสู้ต่อไปนะจุงโคชิกะ คือประโยคซ้ำๆ หลังจบละครวอลเลย์บอลญี่ปุ่นสุดฮิตในอดีต..... ส่วนใหญ่คนญี่ปุ่นจึงอยู่กับโลกแฟนตาซี แต่โลกแฟนตาซีนี่ไม่ไช่หรือที่กระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์อย่างที่มนุษยชาติต้องสยบในช่วงหลายสิปปีที่ผ่านมา

            การหลุดพ้นจากวัยเด็กคือวัยแสวงหาไม่ต่างจากชนชาติไหนๆ ความกดดันทั้งหลายพังทลายกำแพงของความมีระเบียบสู่โครงสร้างอารมณ์ที่ไร้ระเบียบ สู่การรื้อโครงสร้าง (Deconstruction) สู่ความฝันๆ แบบแฟนตาซีของการสร้างไอเด็นติตี้ใหม่ๆ ด้วยแพคเกจที่ห่อหุ้มเรือนร่าง ที่ต้องการความสนใจ ที่ต้องการการยอมรับ ที่ต้องการการแสดงออกว่ามีตัวตนในสังคม เสื้อผ้าแฟชั่นที่ญี่ปุ่นจึงสามารถแบ่งออกเป็นสองส่วนชัดเจนคือ การ mix and match ซี่งเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการเสาะหาตัวตนใหม่และการยอมรับ แต่ปรากฏตัวในแนวแฟนตาซี จับแพะไม่ชนแกะแต่ข้ามสปีชี่ไปหลายสายพันธุ์ ยากแก่การเข้าใจ ยากแก่การบอกว่าสวย สง่า หรือหรูหรา แต่ออกแนวกบฏต่อต้าน (Rebellious) เสียด้วยซ้ำไป การผสมผสานเสื้อผ้าที่ย่านฮาราจูกุจึงไม่ใช่เพียงเพื่อเป็นผู้นำแฟชั่นเท่านั้น แต่เป็นการวัดปริมาณการยอมรับผ่านการถูกมองและถูกถ่ายรูป ทุกคนที่นั่นเป็น Fashion exhibitionist

            แต่การนำเสื้อผ้ามาผสมผสานกันมักอยู่ในอารมณ์ที่ไร้ระเบียบ การนำเสื้อผ้าเก่าใหม่มาดัดแปลง รื้อโครงสร้าง ปะติดปะต่อกันเกิดเป็นโครงร่างใหม่ๆ มักสร้างความน่าสนใจได้ดีเสมอ จนหนังสือแฟชั่นทั่วโลกทุกเดือนต้องเกาะติดนำภาพสตรีทแฟชั่นเหล่านั้นมาแมปกันให้เกิดภาพซ้อนเป็นการเสาะหา Fashion innovator style อีกวิธีหนึ่ง

            ในขณะที่แฟชั่นอีกแนว นักออกแบบแฟชั่นญี่ปุ่นประสบความสำเร็จในเวทีโลกมากมาย เช่นกันกับการใช้หลักการไม่เดินตามรอยฝรั่ง ตราบใดที่นักออกแบบชาติใดๆ ก็ตามยังคงทำเสื้อด้วยโครงสร้างแบบแฟทแพทเทิร์นแบบฝรั่งเศส เยอรมัน หรือจับเดรปขึ้นหุ่นอยู่ เมื่อนั้นก็ไม่มีทางจะขึ้นมาอยู่แถวหน้าได้  ไม่ว่าจะเป็น Issey Miyake, Comme des Garcons, Yoji Yamamoto และอีกนับไม่ถ้วน ต่างถยอยกันขึ้นแป้นดีไซเนอร์แถวหน้าระดับโลกด้วยโครงสร้างเสื้อผ้าแนวคิดใหม่ๆ เน้นการนำหลักปรัชญาของศาสนาและวัฒนธรรมมาสอดแทรกในโครงเสื้อและผิวสัมผัสอย่างลึกล้ำ เน้นธรรมชาติของเสื้อผ้า ไม่ใช่ form or function ตามแนวคิดของ modernism ของโลกตะวันตก ดีไซเนอร์หลายคนเช่น Issey Miyake ไม่เรียกตัวเองว่า "Designer" แต่ในวงการแฟชั่นเรียกเขาว่า "A True Fashion Innovator" งานของเขามีลักษณะ cross-fertilization คือการผสมผสานงานหัตถกรรม ความงามแบบเซน และชีวิตประจำวันหลอมเข้าด้วยกัน

            แนวเสื้อผ้าของดีไซเนอร์แถวหน้าของญี่ปุ่นเป็นแบบสวมใส่ภายนอก แต่รู้สึกจากภายใน (Worn on the body and experience from the inside) ไม่ได้ใส่เพื่อดูดีมีรสนิยมแบบอิตาเลี่ยนสไตล์ ไม่ได้ดูไฮโซ ไฮเดคคอร์แบบฝรั่งเศส แต่กลับต้องการคนอ่านภาษากายภาษาเสื้อผ้า (Demand contemplation from the outside)

            จะเห็นได้ว่าแฟชั่นของญี่ปุ่นปฏิเสธหมดทุกอย่างทั้งในระดับ Mix and match street casual และ ระดับ Creative innovator

            แต่ละเจนเนอเรชั่นมีรูปลักษณ์ที่แตกต่างและแตกย่อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด หลังจากเจนเนอเรชั่นฮาราจูกุร่วงโรยลาไป วัยรุ่นเหล่านั้นต้องก้าวเข้าสู่โลกของความจริงอีกครั้งกับหน้าที่การงาน การแข่งขันในโลกธุรกิจที่เร่งรีบ ที่กดดัน จาก อารมณ์คิกคุอาโนเนะในวัยเด็ก สู่การต่อต้านฉีกกฎแบบฮาราจูกุ เข้าสู่การเป็นนักธุรกิจหนุ่มสาว ที่ต้องการแพคเกจตัวใหม่มาห่อหุ้ม และแพคเกจตัวนี้ต้องตอบโจทย์ตรงๆ ชัดๆ ว่า What is good taste, high quality and ready-look style? เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากสินค้าแบรนด์เนมทั่วโลกที่จะซัพพลายได้ ความคลั่งไคล้ในแบรนด์เนมของคนญี่ปุ่นไม่ไช่เรื่องวูบวาบ แต่เป็นปรากฏการณ์ระดับชาติ คนในวัยนี้สวิงกิ้งอย่างสุดขั้วจากการแสวงหาตัวตน แสวงความแตกต่างในช่วงวัยรุ่นอย่างสุดๆ (Differentiation) มาสู่คนใหม่ในลักษณะตามน้ำ (Conformity) ใครว่าอะไรดีคือดี ว่าไงว่าตามกัน ....อืมมมม....แล้วเจนเนอเรชั่น Street exhibitionist ที่เติบโตแล้วหายไปไหนกันหมด

            หรือว่าแฟชั่นที่นั่นก็เหมือนๆ ที่อื่นๆ เป็นของเล่น เป็นเครื่องมือที่นำพาคนอพยพหลีกลี้หนีโลกความจริง ความเครียด และ การแข่งขันเพียงชั่วขณะเท่านั้น เพียงแต่ที่นั่นความเครียดมันรุนแรงกว่า ปฏิกิริยาตอบกลับจึงสุดขั้วกว่า ก็เท่านั้นเอง............. หรือไม่บังเอิญอย่างที่คิด