บันทึกไม่ลับวันวิวาห์ ตอนที่ 1 ชุดสีขาว

22 Sep 11 ,  ยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง

พระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม และ เคท มิดเดิลตัน ส่งให้พวกเราเชื่อว่างานวิวาห์ของเจ้านาย

คือนวนิยาย คือเทพนิยาย และคือความงดงาม ทั้งชุดวิวาห์ตระการตา พิธีอลังการและรอยยิ้มสรวล แต่ทุกเรื่องราวย่อมมีเบื้องหลังและเราจะนำ gossip นั้นมาเล่าสู่กันฟังให้หายตาร้อน

 

wedding_final

 

จุดเด่นสะกดทุกสายตาของคู่บ่าวสาวน่าจะไม่มีใดเกินชุดวิวาห์ และในพระราชพิธีเสกสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียม  และ เคท มิดเดิลตัน ว่ากันว่าชุดแต่งงานของเคทนั้น เขาพยายามปิดเป็นความลับกันอย่างระดับขั้นสุดยอด เพื่อมิให้โดนปลอมกันเกร่อให้เสียอารมณ์ก่อนจะถึงวันจัดพระราชพิธี ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งงานเสกสมรสของพระบิดาและพระมารดาของเจ้าชายวิลเลียม ในคราวนี้เอง พอคนทั่วโลกได้เห็นชุดที่ตั้งตารอคอยพร้อมกัน ขณะเคทเดินออกมาจากโรงแรมที่พักชั่วคราว แม้จะเป็นเพียงแว้บ แว้บ แต่ชุดของเจ้าสาวนั้นสวยโก้และเข้ากับยุคสมัยสมราคาจริงๆ

 

หากจะว่าไป ทุกคนล้วนทราบดีว่าคนสวมเองมีส่วนอย่างมากที่ส่งให้เสื้อชุดนั้นโดดเด่นตามความตั้งใจของผู้ออกแบบ

 

เมื่อผ่านพ้นพระราชพิธีอภิเษกไปแล้ว ผู้เขียนบังเกิดความหลงใหลกับพระราชพิธีนั้นมาก จนหาหนังสือมาอ่านได้หลายเล่ม  เพื่อจะค้นว่าเจ้านายอังกฤษนั้นแต่ละองค์มีความวุ่นวายกับพระราชพิธีอภิเษกสมรสขนาดไหน และพบว่าเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือเรื่องชุดแต่งงานสีขาวนี่เอง

 

เรื่องนี้ขอเริ่มต้นจับความตั้งแต่เมื่อพระเจ้าวิลเลียมที่ 4 สิ้นพระชนม์ลงในปี 1830 และไม่ทรงมีรัชทายาทสายตรงที่ถูกต้องตามกฎหมาย เจ้าหญิงน้อยวิคตอเรียจึงได้รับการถวายพระอิสริยยศเป็นรัชทายาท ซึ่งก่อนจะถึงวัยอันสมควรเมื่อ 18 พระชันษา เจ้าหญิงทรงได้รับการเลี้ยงดูที่ดีจากพระมารดาและคนรู้ใจของพระมารดา ซึ่งว่ากันว่าเข้มงวดมาก จนในวันที่ 20 มิถุนายน ปี 1837 รัฐบาลจึงทูลเชิญให้เสด็จขึ้นครองราชย์ เป็นสมเด็จพระราชินีวิคตอเรีย

 

มีหลักฐานระบุว่าพระราชินีวิคตอเรียออกจะทรงขยาดเรื่องการแต่งงาน อาจเพราะทรงพบเห็นเรื่องวุ่นวายของการแต่งงานมามาก เพราะในราชสำนักอังกฤษนั้นขึ้นชื่อลือชาเกี่ยวกับการแต่งงานที่ซับซ้อน และไม่สุจริต ทั้งยังทรงเกรงไปว่าจะไม่ทรงมีเสรีภาพในการปกครองบ้านเมืองด้วยองค์เอง จะเห็นได้ว่าการแต่งงานของเจ้านายในยุคโบราณเป็นไปเพื่อความมั่นคงของราชบัลลังก์ เพื่อความร่ำรวยของราชวงศ์เสียทั้งสิ้น จึงเกิดการแต่งงานระหว่างญาติและเจ้าหญิงเจ้าชายที่ไม่คู่ควรหรือไม่รักกันเลย และเมื่อกาลเวลาผ่านไปเรื่องคบชู้จึงมีมากมาย รวมทั้งพระมารดาขององค์เองก็ไม่พ้น ดังนั้น พระราชินีองค์ใหม่จึงเฉยๆ กับเรื่องแต่งงาน

 

แต่แล้วเมื่อทรงเจริญพระชนม์ได้ 21 พรรษา พระราชินีวิคตอเรียกลับทรงเบื่อหน่ายกับการที่ต้องประทับอยู่กับพระมารดา จึงทรงหันไปสนใจเรื่องความรักและบุรุษผู้ทรงหมายตาคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต ผู้ทรงเป็นพระภาดาและทรงมีพระชนมายุอ่อนกว่า ทรงเป็นพระโอรสของเจ้าชายเออร์เนสต์ที่ 1 คุ้คแห่งแซกส์ – โคเบิร์ก – โกธา (Saxe-Coburg-Gotha)  และแม้จะทรงโปรดเจ้าชายอัลเบิร์ตเพียงไร หากด้วยพระฐานันดรพระราชินี จึงไม่มีบุรุษใดสามารถทูลสู่ขอพระองค์ได้ ดังนั้น พระนางจึงต้องเป็นฝ่ายเสนอตัวองค์เองแก่เจ้าชายอัลเบิร์ตเพื่อขอแต่งงาน

 

ด้วยเหตุที่พระราชินีทรงเป็นที่รักของปวงชน แขกเหรื่อในพระราชพิธีจึงมีมากมายล้นหลามกว่าทุกงาน และพระราชพิธีเสกสมรสครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่โปรดเกล้าฯ ให้จัดขึ้นในเวลาบ่ายโมงแทนตอนค่ำๆ เช่นเคยปฏิบัติกันมา ด้วยเหตุผลว่าทรงต้องการให้ประชาชนได้เห็นขบวนของเจ้าสาวระหว่างเคลื่อนจากวังที่ประทับไปยังโบสถ์เซนต์เจมส์ (Saint James) และพระราชพิธีครั้งนี้โปรดเกล้าฯ ให้จัดตามแบบอย่างของพระเจ้าจอร์จที่ 3 ซึ่งไม่มีขบวนการละเล่นที่เรียกว่า Pomp และพระราชินียังไม่โปรดฉลองพระองค์หนาหนักที่ประดับด้วยทองคำ เงินและอัญมณีตามอย่างบรรพบุรุษ และยังทรงปฏิเสธการทรงฉลองพระองค์กำมะหยี่สีเลือดหมูที่เรียกว่า ฉลองพระองค์คู่บ้านคู่เมือง (Robes of State)  อีกด้วย

 

พระราชินีวิคตอเรียทรงวางแผนจะฉลองพระองค์อย่างเรียบง่ายในชุดสีขาวบริสุทธิ์ เพื่อแสดงถึงความอ่อนเยาว์ ไร้เดียงสา ดังปรากฎในพระสาทิศลักษณ์ที่จิตรกร จอร์จ ไฮเตอร์ (George Hayter) ได้ฝากฝีมือไว้ เมื่อคราวพระราชินีวิคตอเรียทรงสวมเมื่อครั้งโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีเข้าเฝ้าเป็นหนแรก ซึ่งขณะนั้นยังเป็นช่วงไว้ทุกข์ให้กับพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อน แต่เจ้าหญิงกลับทรงฉลองพระองค์สีขาวแสนประทับใจแก่ผู้พบเห็น นับเป็นกุศโลบายยอดเยี่ยมชาญฉลาด เพื่อให้องคมนตรีเห็นว่าทรงเป็นเจ้าหญิงผู้ผุดผ่องสง่างาม และมาคราวนี้ ชุดแต่งงานของพระราชินีถูกออกแบบโดยองค์เอง ให้มีความธรรมดาเช่นเดียวกับชุดทรงประจำวัน เป็นฉลองพระองค์คอกว้าง แขนพอง กระโปรงยาวคลุมพระบาท และเนื่องจากว่ามิได้ทรงสวมเสื้อคลุมประจำพระองค์ จึงทรงโปรดเพิ่มเติมความอลังการของชุดแต่งงานด้วยชายผ้าที่ยาวจรดพื้นจากเอวลงไป จากนั้นโปรดให้ปักชายผ้าด้วยดอกส้มแสนสวย

 

นอกจากนี้พระองค์ยังทรงออกแบบชุดเพื่อนเจ้าสาวเองด้วย โดยให้มีความคล้ายคลึงกับชุดขององค์เอง ซึ่งปัจจุบันทราบว่าร่างแบบเสื้อเหล่านี้ยังคงถูกเก็บรักษาไว้เป็นสมบัติของชาติ ในหมวด Royal Collections และด้วยเหตุพระราชินีทรงต้องการให้ความอุปถัมภ์แก่อุตสาหกรรมอังกฤษ จึงมีรับสั่งให้ใช้ผ้าไหมซาติน Spitalfields และลูกไม้อังกฤษ แทนการใช้ลูกไม้ที่มีชื่อเสียงของบรัสเซลส์ ด้วยเหตุนี้หญิงชาวบ้านในหมูบ้านเบียร์ ที่เดวอน จึงมีงานทำกันทั้งวันทั้งคืนถึง 9 เดือน เพื่อถักลูกไม้ถวาย ขนาดของลูกไม้ที่ต้องการคือ ความยาว 4 หลา และกว้างถึงเศษสามส่วนสี่หลา ที่สำคัญคือเมื่อลูกไม้นี้ถักเรียบร้อยครบถ้วนหมดแล้ว ลายลูกไม้ถูกทำลายหมดทุกแบบ เพื่อมิให้มีการทำซ้ำอีก

 

ในวันพระราชพิธี ชาวอังกฤษที่มีโอกาสดีในชีวิตได้ชมพระราชพิธีอภิเษกสมรส จึงพบว่า พระราชินีของพวกเขาสง่างามและบริสุทธิ์ในชุดแต่งงานสีขาวที่น่าตื่นตะลึง เพราะดูเรียบแต่งามเหลือเกิน และนับแต่นั้น หญิงสาวทุกคนในอังกฤษได้พากันแต่งชุดสีขาวตามพระราชนิยมมาจนทุกวันนี้ และความนิยมนี้ได้แพร่ไปทั่วโลกเพราะมีความหมายเชิงสัญญลักษณ์ที่เหมาะสม ว่าเจ้าสาวคือหญิงบริสุทธิ์ดุจผ้าขาว

 

เรื่องตลกอีกเรื่องเกี่ยวกับพระราชพิธีอภิเษกที่เป็นเกร็ดสนุกๆ นั่นคือ เจ้าชายอัลเบิร์ต ว่าที่พระสวามี มีรับสั่งว่าทรงปรารถนาจะให้หญิงสาวทั้ง 12 คน ผู้จะมาเป็นเพื่อนเจ้าสาวให้พระราชินี ต้องเป็นบุตรสาวของมารดาที่ไม่มีจุดด่างพร้อยทางสังคมเลย น่าเสียดายว่าคำขอนี้ถูกปฏิเสธจากทางราชสำนักไป ด้วยเหตุว่าคงหาหญิงดังกล่าวนี้ไม่ได้เอาเลย แถมการเฟ้นหาแบบนี้จะนำไปสู่ความวุ่นวายโกลาหลและน่าอับอายแก่ผู้คนจำนวนมากในราชสำนัก และจากนั้นความลับน่าบัดสีมากมายจะโร่ขึ้นมาอย่างแน่นอน อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนเห็นว่าน่าสนใจคือการได้ชมพระราชพิธี เพราะทุกวันนี้เราสามารถเข้าร่วมในพระราชพิธีนี้ได้อย่างใกล้ชิด ราวกับแขกคนสำคัญผู้หนึ่งทีเดียว โดยผ่านทางสื่อหลายช่องทาง แต่ในยุคก่อนๆ นั้น พระราชพิธีเสกสมรสเป็นเพียงงานในราชสำนัก และประชาชนที่มีส่วนรู้เห็นจะมีเพียงชาวหมู่บ้านและชาวเมืองละแวกใกล้เคียงเท่านั้น เพราะการคมนาคมไม่สะดวกและไม่มีที่พัก เหตุการณ์ต่างๆ ในราชสำนักจึงเป็นเรื่องลึกลับอยู่เสมอ

 

ผู้เขียนเองอ่านเรื่องราวในราชสำนักอังกฤษแล้ว สนุกเหมือนได้อ่านนวนิยายสักร้อยเรื่อง แถมบางเรื่องมีความซับซ้อนและมีแนวคิดบรรเจิด เกินกว่าที่นักประพันธ์จะสามารถคิดออกมาได้ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความรัก การแต่งงานและผลประโยชน์

 

สำหรับความรักและการแต่งงานของเจ้านายสมัยใหม่นี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะนำไปเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ระหว่างประเทศ เพราะเจ้านายก็เฉกเช่นกับหนุ่มสาวทุกวันนี้ ที่ไม่ยินยอมประนีประนอมกับความรัก การคลุมถุงชนหรือการแต่งงานแบบมีเงื่อนไขอีกต่อไป ประวัติศาสตร์ได้พิสูจน์แล้วว่า ความรักและการแต่งงานแบบนั้นไม่ได้ผล ดังเช่นเรื่องราวการแต่งงานระหว่างเจ้าฟ้าชายชาร์ลสและเจ้าหญิงไดอาน่า ทุกวันนี้คนอังกฤษไม่ได้มองเรื่องการแต่งงานของเจ้านายเป็นอะไรมากไปกว่ากิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว การขายสินค้าที่ระลึก การขายข่าว ซึ่งส่งให้ประเทศชาติมีเงินสะพัดขึ้นกว่าเดิม

 

การแต่งงานจึงเช่นเดียวกับทุกสิ่งในโลก ที่ค่อยๆ กลายความหมายของมันไปตามกาลเวลา