Switch to: uk
23 March 2017 22:35PM

ถึงเวลา... แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก?

27 May 16 ,  Administrator
  • 0

โพสต์ทูเดย์  25 พฤษภาคม 2559 -ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเดินทางไปร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 62 ที่ประเทศฝรั่งเศส ของสองซุป'ตาร์ชื่อดังของไทยอย่าง ชมพู่-อารยา เอฮาร์เก็ต และ ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่ ในฐานะแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของ 2 แบรนด์สินค้าชื่อดัง ถือเป็นอีกหนึ่งสีสันและเป็นการกระตุ้นเรตติ้งของเทศกาลดังกล่าวในหมู่คนไทย จากแต่ก่อนมีเพียงคอหนังประเภทฮาร์ดคอร์ที่ให้ความสำคัญ พอมีชื่อชมพู่ไปเดินพรมแดง แม้ไม่ได้ไปในฐานะนักแสดงที่ไปโชว์ผลงาน แต่ไปในฐานะพรีเซนเตอร์ของสินค้า กลับได้รับความสนใจอย่างท่วมท้น ยิ่งกว่าคนไทยที่นำผลงานภาพยนตร์ไปสร้างชื่อในงานดังกล่าวเสียอีก

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีทั้งกระแสชื่นชมและคัดค้านว่าคนไทยกำลังโฟกัสผิดจุด พยายามเปลี่ยนจากงานภาพยนตร์เป็นงานแฟชั่น พร้อมทั้งกระแสดราม่าที่ตามมามากมาย แต่หนึ่งในผลพลอยได้ที่ไม่อาจมองข้ามจากงานดังกล่าว คือ นี่เป็นโอกาสครั้งสำคัญในการผงาดของแบรนด์ไทยในอีเวนต์ระดับโลก หลังจากที่ทั้งสองซุป'ตาร์สาวสวยพร้อมใจกันใส่เสื้อผ้าแบรนด์ไทยไปอวดโฉม แม้จะไม่ได้ใส่ไปเฉิดฉายบนพรมแดง แต่การโปรโมทแบรนด์ไทยผ่านอีเวนต์ดังกล่าวก็ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแจ้ง เกิดของแบรนด์ไทยในเวทีระดับโลก อย่างน้อยก็ช่วยเปลี่ยนทัศนคติของคนไทยที่มีต่อแบรนด์ไทยให้ดีขึ้น

 

โอกาสแบรนด์ไทยในเมืองคานส์?

อู๋-มณฑิณี เชียงสงค์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เอดิเตอร์ และดิจิทัล มีเดีย ไดเรกเตอร์ ของนิตยสารแอล ยอมรับว่า การที่สองนักแสดงสาวเลือกใส่เสื้อผ้าของแบรนด์ไทยในเทศกาลหนังเมืองคานส์ ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการช่วยโปรโมทแบรนด์ไทยในเวทีโลก แต่คงไม่ได้สร้างกระแสอะไรมากนัก เพราะอย่าลืมว่าชุดที่ชมพู่ใส่เดินพรมแดงซึ่งเป็นไฮไลต์ในการเดินทางไปร่วม งาน ไม่ใช่ชุดของแบรนด์ไทย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ในบางลุคที่ชมพู่และใหม่เลือกใส่ชุดแบรนด์ไทย พอมีการถ่ายภาพแล้วมาแชร์ต่อในโลกโซเชียลก็ทำให้เป็นที่สนใจ อย่างน้อยในหมู่คนไทยก็ได้รู้จักแบรนด์ไทยมากขึ้น

 

ถึงเวลา-แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก?

ใหม่ ดาวิกา แม็กนั่มแบรนด์แอมบาสซาเดอร์
ประเทศไทย ในชุดสวยจาก แบรนด์วทานิกา


ในแง่ประโยชน์ต่อวงการแฟชั่นไทย มณฑิณี บอกว่า แทนที่จะมองภาพว่าเป็นโอกาสของแบรนด์ไทย น่าจะมองในภาพใหญ่มากกว่า ว่าโลกแฟชั่นยุคนี้ไม่ได้จำกัดแค่ดีไซเนอร์จากยุโรป แต่ดีไซเนอร์สายเลือดเอเชียกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่าง อเล็กซานเดอร์ แวง ก็มีโอกาสร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก เจสัน วู ดีไซเนอร์ชาวไต้หวันที่ได้ออกแบบชุดให้ มิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐ ซึ่งพลังหรือเรื่องราวเหล่านี้ คือ แรงบันดาลใจสำคัญต่อวงการดีไซเนอร์ในเอเชีย ว่า ต่อให้เป็นดีไซเนอร์จากประเทศเล็กๆ ที่ไม่ใช่เมืองแฟชั่นของโลก ก็มีโอกาสแจ้งเกิดในเวทีโลกได้เช่นกัน

 

“ย้อนกลับมาดูที่แบรนด์ไทย ต้องยอมรับว่า สมัยนี้แบรนด์ไทยเกิดขึ้นเยอะจริง แต่ปัญหาคือ แบรนด์ไทยยุคใหม่ขาดเอกลักษณ์ ส่วนใหญ่เป็นการเดินตามรอยแบรนด์รุ่นพี่ที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ขาดความโดดเด่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพาแบรนด์ไปให้ไกล”

 

ขณะที่ หมู-พลพัฒน์ อัศวประภา นายกสมาคมดีไซเนอร์กรุงเทพฯ (บีเอฟเอส) และผู้ก่อตั้งอาซาว่า กรุ๊ป เห็นพ้องว่า การที่สองซุป'ตาร์เมืองไทยเลือกชุดจากดีไซเนอร์ไปใส่ในเวทีระดับโลก เป็นหนึ่งในช่องทางที่ดีในการโปรโมทแบรนด์ไทยในเวทีโลก เพราะทุกครั้งที่แบรนด์ไทยแบรนด์ใดก็ตามมีโอกาสได้โชว์ศักยภาพในเวทีที่ใหญ่ ขึ้นก็ถือว่าเป็นโอกาส เป็นการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์

 

“แต่หัวใจสำคัญ คือ การสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์ หรือทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก สามารถเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคต้องมาจากหลายองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่การให้บุคคลที่มีชื่อเสียงนำไปใส่เพื่อสร้างกระแสเท่านั้น”

 

ถึงเวลา-แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก?
พลพัฒน์ อัศวะประภา หมู asava

 

แบรนด์ไทยจะโกอินเตอร์

ถามว่า แบรนด์ไทยพร้อมจะโกอินเตอร์หรือยัง ดีไซเนอร์อธิบายอย่างน่าสนใจว่า ถึงเราไม่ต้องการจะโกอินเตอร์ ตลาดอินเตอร์ก็เข้ามาหาเราอยู่ดี ถึงเราไม่อยากแข่งกับแบรนด์นอก แต่แบรนด์นอกทั้งไฮแบรนด์ สตรีทแฟชั่น ก็เข้ามาในบ้านเราหมด บางครั้งช็อปก็อยู่ติดกัน เพราะฉะนั้นในเมื่อต้องอยู่ในสนามเดียวกัน ไม่สู้ก็ต้องสู้ แต่จะสู้ได้ แบรนด์ก็ต้องแข็งแรง ทั้งเนื้องาน เงินทุน และการตลาด

 

“อย่างอาซาว่าเองเราก็ไม่ได้ทำตลาดในประเทศอย่างเดียว เราเริ่มไปเปิดป๊อปอัพที่ญี่ปุ่น เริ่มไปขายที่ฮ่องกง สิงคโปร์ ซึ่งแต่ละแบรนด์ก็มีช่องทางทำตลาดต่างกันไป แต่อาซาว่าในวันนี้ เรามองว่าการเติบโตที่รวดเร็วไม่ได้จำเป็นสำหรับเรา เราไม่อยากวิ่งเร็วไปข้างหน้าจนเหนื่อยเกินไป ถามว่าผลประกอบการสำคัญมั้ย ในแง่การทำธุรกิจแน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ แต่เพราะอาซาว่าไม่ได้มองที่ตัวเงินอย่างเดียว เรามองว่าสิ่งที่เราทำเป็นอาชีพที่เรารัก มองว่าแบรนด์ที่ทำเหมือนเป็นลูกเราคนหนึ่ง ถ้าจะต้องส่งไปอยู่ต่างประเทศ ก็ต้องมั่นใจว่าหาครอบครัวที่ดีให้เขา ไม่อยากให้เขาไปลำบาก”

 

สำหรับช่องทางการโปรโมทแบรนด์ผ่านเซเลบริตี้ซึ่งกำลังเป็นที่นิยม หมูบอกว่า เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่มาแรงในยุคออนไลน์ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าการให้เซเลบคนดังมาใส่ แล้วก่อให้เกิดกระแสระยะสั้น คือ การทำคอลเลกชั่นที่มีคุณภาพ และมีความแตกต่างในตลาด ผู้บริโภคยุคนี้ฉลาด ท่ามกลางสินค้าที่มีให้เลือกมากมาย ในทุกระดับราคา แบรนด์ที่ลูกค้าจะเลือกต้องมีคุณค่าที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่คุณภาพ แต่รวมถึงวิธีทำ และวัสดุที่ใช้ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภครับรู้ รู้สึกคุ้มค่าที่จะยอมจ่ายเงินต่างหาก

 

ถึงเวลา-แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก?

 

“กับแบรนด์ไทยทุกวันนี้ เราพร้อมที่จะเติบโตในระดับสากล ทุกวันนี้ถ้าเทียบกับประเทศในอาเซียน เรานำไปไกลมากแล้ว หรือแม้ในระดับเอเชียเราก็อยู่ในระดับท็อป เพราะมีความพร้อมในทุกด้านตั้งแต่การผลิต การออกแบบ การสร้างแบรนด์ แต่อย่างสิงคโปร์ ฮ่องกง เกาหลีหรือญี่ปุ่น เขามีศักยภาพด้านการออกแบบ แต่ไม่ได้เรื่องการผลิต ส่วนจีน อินเดีย เป็นแหล่งผลิตแต่ขาดเรื่องการออกแบบ ขณะที่เรามีครบตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ศักยภาพเราจึงไม่เป็นรองใคร” หมู กล่าวทิ้งท้าย

 

ขณะที่ คล้ายเดือน สุขะหุต กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งแบรนด์สเรตซิส ในฐานะแบรนด์ไทยที่ได้มีโอกาสโกอินเตอร์ในตลาดโลกมาแล้ว ถ่ายทอดประสบการณ์ถึงก้าวแรกของการพาแบรนด์ไปโตในตลาดต่างประเทศ ว่า ด้วยคอนเซ็ปต์ของแบรนด์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เราอาจยังไม่ตรงกับจริตของลูกค้าไทยมากนัก จึงหาช่องทางขยายตลาดไปต่างประเทศ โดยเริ่มจากการไปร่วมงาน เทรดแฟร์ จนกระทั่งได้มีโอกาสไปวางขายสินค้าในโชว์รูมที่นิวยอร์ก และซิดนีย์ และในที่สุดก็ได้มีโอกาสไปมีโชว์รูมในญี่ปุ่น

 

“หลายคนอาจจะคิดว่าการพาแบรนด์ไปยุโรป หรือสหรัฐ ยากกว่าตลาดเอเชีย แต่จริงๆ แล้วจากประสบการณ์ เราพบว่าตอนจะขยายตลาดไปญี่ปุ่น ซึ่งแม้จะเป็นเมืองแฟชั่น กลับยากกว่า เพราะเป็นประเทศที่ค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ สำหรับเราการพาแบรนด์โกอินเตอร์ ถือเป็นอีกช่องทางในการโปรโมทแบรนด์ ทำให้แบรนด์ยิ่งดูน่าเชื่อถือ และเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มลูกค้าไทย เช่นเดียวกับบางแบรนด์ที่เลือกทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักด้วยการไปอวดโฉมใน แฟชั่นวีกใหญ่ๆ หรือใช้เซเลบริตี้มาเอ็นดอร์สแบรนด์”

 

ถึงเวลา-แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก?

ปวิณ ผลิตเดชตระกูล

 

ถามว่าจำเป็นหรือไม่ที่ทุกแบรนด์ต้องโกอินเตอร์ ไม่เสมอไปนะ เพราะตลาดแฟชั่นในเมืองไทยจริงๆ ก็ไม่เล็ก ถ้าเรามองว่าแบรนด์เราเหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มไหน และมีฐานลูกค้าในประเทศเพียงพอ สุดท้ายอาจไม่จำเป็นต้องขยายไปต่างประเทศก็ได้

 

แบรนด์ไทยก้าวไกลในเวทีโลก

หลายปีมานี้ มีแบรนด์ไทยจำนวนไม่น้อย ที่ได้มีโอกาสไปเฉิดฉายในเวทีโลก เริ่มจาก วทานิกา ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้าของ   แบรนด์วทานิกา แบรนด์ไทยดาวรุ่ง ที่ไม่เพียงทั้งชมพู่และใหม่จะอวดโฉมผลงานของเธอในเทศกาลเมืองคานส์ แต่ก่อนหน้านี้เซเลบริตี้ระดับท็อป อย่าง เคนดัลล์ เจนเนอร์, เบลล่า ฮาดิด ใส่ชุดของเธอ งานนี้เจ้าตัวบอกว่าอดดีใจไม่ได้ แต่ทุกสิ่งที่ได้รับในวันนี้ยังไม่ใช้เป้าหมายสูงสุดของการทำแบรนด์

 

“แพรคิดตลอดว่า จะทำยังไงให้เสื้อผ้าของเราสวยได้อีก จะทำการตลาด ขยายตลาดอย่างไร ตอนนี้เราเริ่มมีหน้าร้านออนไลน์ เพื่อรองรับต่างชาติแล้ว ในอนาคตถ้าพร้อมกว่านี้เราตั้งใจจะไปร่วมในงานแฟชั่นวีกใหญ่ๆ ถามว่าอะไรทำให้แบรนด์เราโตเร็วและได้รับความสนใจ อาจเป็นแบรนด์เราค่อนข้างมีคอนเซ็ปต์ชัดเจน เราไม่ได้ทำเสื้อผ้าออกมาแค่ให้สวยที่สุด แต่ดูเรื่องคุณภาพ และให้คนที่ใส่ออกมาแล้วรู้สึกดีด้วย”

 

ถึงเวลา-แบรนด์ไทยผงาดเวทีโลก?

 

ด้าน ปวิณ ผลิตเดชตระกูล เจ้าของแบรนด์พิงกี เทเลอร์ (Pinky Tailor) แบรนด์สูทไทยที่สร้างชื่อมากว่า 40 ปี ล่าสุดได้ไปผงาดในงานปารีส แฟชั่นวีก บอกว่า ทางแบรนด์ได้รับเชิญจากกลุ่มมิดเวสต์ ซึ่งได้มีโอกาสร่วมงานกันมานานให้ไปร่วมโชว์ แน่นอนว่านี่คือความภูมิใจของแบรนด์ เป็นเหมือนก้าวแรกที่สำคัญในการไปแสดงศักยภาพในต่างประเทศ ซึ่งในเดือน ก.ย.นี้เราก็มีแผนจะไปนิวยอร์ก แฟชั่นวีกด้วย

 

“โชคดีที่นี่เป็นการโชว์ครั้งแรกของเรา เราไปแบบไม่กดดัน เพราะไม่มีอะไรจะเสีย แต่เราก็ตั้งใจทำให้ดีที่สุด การไปโชว์ตัวในงานใหญ่แบบนี้ทำให้แบรนด์เราเป็นที่รู้จักมากขึ้น เป็นโปรไฟล์ที่ดีของแบรนด์เราได้ก้าวต่อไป ได้แสดงศักยภาพให้ต่างชาติเห็นว่าสูทไทยก็มีดีไซน์และคุณภาพไม่แพ้สูทต่างชาติเช่นกัน”

 

 

ที่มา: http://www.posttoday.com/ent/thai/433916