Switch to: uk
26 March 2017 21:27PM

ส.อ.ท. จับมือ 3 องค์กรหลัก ผนึกกำลังเดินหน้ายกระดับ SMEs ขานรับนโยบาย SME : วาระแห่งชาติ อย่างเป็นรูปธรรม

27 Oct 14 ,  Chalermphol
  • 0

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.หรือ SME BANK) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมประชุมขยายผลนโยบายการให้ SME เป็นวาระแห่งชาติ อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2557 โดยมี 1. นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI)  2. นางสาลินี วังตาล ประธานกรรมการธนาคาร SME BANK   3.ดร.วิมลกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการ สสว. 4.นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. ร่วมกันเปิดเผยว่าสืบเนื่องจากที่ภาคเอกชนโดยสภาอุตสาหกรรมฯ ได้นำเสนอถึงความสำคัญของ SMEs ที่มีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและปัญหาอุปสรรคของการพัฒนา SMEs ไทย ต่อคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมี ฯพณฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รับทราบ และที่ประชุมได้มีมติให้นโยบาย SME เป็นวาระแห่งชาติแล้วนั้น

 

ดังนั้น หน่วยงานหลักที่มีบทบาทหน้าที่สำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุน SME ได้แก่ ส.อ.ท. , สสว. , SME BANK และ บสย. ได้หาแนวทางร่วมกันในการส่งเสริม รวมถึงการลดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ให้กับ SME อีกทั้งเดินหน้ายกระดับ SME พร้อมขยายผลนโยบายการให้ SME เป็นวาระแห่งชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้วางกรอบแนวทางการส่งเสริม SME ของไทยออกเป็น 3 ระยะ คือระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว โดยในเบื้องต้นได้มีแผนงานการส่งเสริม SME ออกมาเป็นรูปธรรมในระยะสั้น โดยได้นำเสนอมาตรการขับเคลื่อน SMEs ระยะเร่งด่วนของ 4 หน่วยงาน ซึ่งเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของการลดปัญหาอุปสรรคต่างๆ โดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสภาพคล่องและช่วยให้ SME สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ดังนี้

 

1) การสนับสนุนทางการเงินให้กับ SME ที่ต้องการสภาพคล่องหรือขยายกิจการ

1.1 ส.อ.ท.ได้ลงนามความร่วมมือกับสถาบันการเงินทั้งของรัฐและเอกชน อาทิ

­ SME Bank โดย ส.อ.ท.จะคัดกรองสมาชิกที่เป็น SME ที่มีความต้องการทางการเงินให้สามารถเข้าสู่ระบบการให้บริการสินเชื่อของ SME Bank โดยเฉพาะโครงการสินเชื่อ 9 เมนูคืนความสุขให้ SMEs  (วงเงิน 19,000 ล้านบาท) ให้มีความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการเงินเอกชน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ในการจัดโปรแกรม SMI Fast Track ให้บริการกับ SME (วงเงิน 16,000 ล้านบาท)  เพื่อเป็นทางเลือกให้กับ SME ให้สามารถเลือกใช้บริการได้อย่างเหมาะสม


1.2 Policy Loan เป็นแนวทางที่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐในการสนับสนุน โดยจะขอให้หน่วยงานทางภาครัฐที่มีเงินฝากกระจายอยู่ตามสถาบันการเงินต่างๆ นำเงินมาฝากหรือให้กู้กับสถาบันการเงินของรัฐโดยให้อัตราผลตอบแทนที่เหมาะสม เพื่อนำเงินเหล่านั้นมาปล่อยกู้ให้กับ SME ในอัตราดอกเบี้ยที่ไม่สูงนัก เนื่องจากปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ทำให้ SME มีต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับรายใหญ่หรือต่างประเทศได้ จึงจำเป็นที่จะต้องหาแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่สูง และให้สถาบันทางการเงินของรัฐผู้บริหารจัดการเพื่อให้เกิดความมั่นใจของเจ้าของแหล่งเงิน และสามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยอย่างเหมาะสมได้

 

ทั้งนี้  SME ที่จะขอกู้ในโครงการ Policy Loan  ได้นั้นจะต้องเป็น SME ที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองหรือเรียกว่า SME National Champion จากองค์กรที่เป็นหน่วยร่วม เช่น ส.ส.ว. ธพว. บสย. และ/หรือ ส.อ.ท. โดยจะมีการจัดทำเกณฑ์ในการคัดเลือก SME National Champion ร่วมกันเพื่อให้ SME ที่มีศักยภาพ แต่ต้องประสบปัญหาอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดสูง ทำให้ไม่สามารถขยายกิจการหรือสามารถแข่งขันได้ ได้มีโอกาสในเข้าถึงแหล่งเงินต้นทุนต่ำกว่าตลาด เพื่อใช้ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันต่อไป

ซึ่งทั้ง 4 องค์กร คาดหวังว่าการมีเกณฑ์ในการคัดเลือก SME National Champion จะเป็นแรงจูงใจให้ SME เข้าสู่ระบบและปรับปรุง/พัฒนาตนเอง ให้สามารถผ่านเกณฑ์การคัดเลือกให้เป็น SME National Champion เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางการเงินและเข้าสู่กระบวนการ/โครงการ การส่งเสริมพัฒนา SME อื่นๆ ต่อไปในอนาคต และที่สำคัญยังช่วยให้เจ้าของแหล่งเงินทุนมีความมั่นใจในตัวลูกค้าว่ามีคุณภาพอีกด้วย

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโครงการต้นแบบ คาดว่าจะใช้วงเงินประมาณ 1,000 – 2,000 ล้านบาท ซึ่งหากประสบผลสำเร็จก็จะขยายผลในวงกว้างต่อไป โดยในส่วนนี้ SME Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินของรัฐได้ขานรับและมีความพร้อมในการดำเนินงานหากมีนโยบายมอบหมายลงมา

1.3 การช่วยเหลือ SME ที่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และซอฟท์แวร์ แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้เนื่องจากสถาบันการเงินไม่สามารถประเมินมูลค่าของนวัตกรรมเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม ก็เป็นสิ่งที่เกื้อกูลอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ หากรัฐบาลให้การสนับสนุน

 

1.4 เพิ่มจำนวนผู้ให้กู้ยืมโดยให้ใบอนุญาตกับผู้ที่มิใช่สถาบันการเงินสามารถให้ SME กู้ยืมในลักษณะ Nano หรือ Micro Finance ได้อย่างถูกกฎหมายและมีการกำกับติดตามอัตราดอกเบี้ยให้เป็นธรรม จะช่วยให้ SME มีทางเลือกทางการเงินที่ถูกกฎหมายมากยิ่งขึ้น

 

1.5 ปรับปรุงเงื่อนไขที่เกี่ยวกับนิติบุคคลร่วมทุน (Venture Capital) ใน พรฎ. ฉบับที่ 396 และอื่นๆ อาทิ การจดทะเบียนกับ ก.ล.ต. สัดส่วนการร่วมทุน เป็นต้น เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทรายอื่นสามารถดาเนินการร่วมลงทุนกับ SMEs ได้ง่ายขึ้น

 

1.6 ผลักดัน พรบ. หลักประกันทางธุรกิจ  ให้มีผลออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวได้มีการร่างไว้นานแล้ว ซึ่งหากสามารถผลักดันให้เป็น พ.ร.บ.และมีผลบังคับใช้ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้ SME สามารถมีหลักประกันทางทรัพย์สินได้หลากหลายขึ้น

 

1.7 สนับสนุนด้านนโยบายและงบประมาณ เพื่อปรับหลักเกณฑ์การค้ำประกันเงินกู้ (Credit Guarantee) ของ บสย.  และแก้ไขกฎหมายของ บสย. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้สามารถให้การค้ำประกันแหล่งทุนของ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ได้ทั่วถึง

 

2) ปรับปรุง/แก้ไข กฎหมายหรือกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงิน

 

2.1 กำหนดหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน โดยกำหนดเป็น

- หน่วยงานด้านนโยบาย (Policy Maker)

- หน่วยปฏิบัติ (Implementer)

- หน่วยงานสนับสนุน (Support Service Provider)

2.2 แก้ไขนิยามของ “วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” ให้เป็นนิยามเดียวกันทุกหน่วยงานโดยนิยามให้กว้างที่สุด เพื่อความสะดวกในการให้บริการ

2.3 จัดทำโครงสร้างส่งเสริมผู้ประกอบการตาม Life Cycle (กลุ่ม Pre-Start Up, กลุ่ม Start-up Growth, Go-Global, Turnaround)

2.4 แก้ไขกฎหมายย่อยของหน่วยงานต่างๆ โดยให้ครอบคลุมถึงวิสาหกิจในรูปแบบใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้กำหนดไว้ในกฎหมายฉบับเดิมๆ อาทิ กลุ่มผู้ประกอบการ: สหกรณ์การบริการ กลุ่มเกษตรกรรม กลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มนิติบุคคลที่มีสมาชิกอย่างน้อยกึ่งหนึ่งเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม


“จากแนวทางการดำเนินเหล่านี้ทั้ง 4 องค์กร จะนำไปปฏิบัติร่วมกันเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว และในส่วนที่เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายจะได้มีการนำเสนอต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ อาทิ คณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระทรวงการคลัง และ รัฐบาลผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และพร้อมเดินหน้าแผนระยะกลาง และระยะยาวในการผลักดันให้เกิดมาตรการในการช่วยเหลือ SME ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนออกมาเป็นรูปธรรมต่อไป